วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประชาคมอาเซียนกับอาชีพการเลี้ยงโคนม

เกษตรกรโคนม ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญต่อคนไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาชีพเกษตรกรโคนมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์นักคิดนักพัฒนา ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์นม เมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่านมนั้นเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต วันนี้ รัชนีวรรณฟาร์ม จะพาไปดูสถานการณ์ของเกษตรกรโคนมว่าเป็นอย่างไร และจะรับมืออย่างไรเมื่อประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

อาชีพเกษตรกรโคนม เริ่มต้นเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสยุโรปเมื่อปี พ.ศ.2503 ในระหว่างที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในกิจการเลี้ยงโคนมเป็นอย่างมาก ต่อมารัฐบาลเดนมาร์กและสมาคมเกษตรเดนมาร์ก ได้ร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมแด่ทั้งสองพระองค์ โดยริเริ่มจัดตั้งฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์กขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ได้ทรงร่วมกันประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2505 จนกระทั่งในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการดังกล่าวมา และจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชื่อว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย

ในปี พ.ศ.2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ประชาคมอาเซียน (Asean) ซึ่งมี 10 ชาติสมาชิก ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซีย พม่า ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน กัมพูชา และไทย จะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน( Asean Economics Community : AEC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน มีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากขึ้น ซึ่งจะมีการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนอย่างเสรี (ยกเว้นสินค้าบางชนิด) ส่งผลให้การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะต้องมีการปรับตัว และพัฒนาเพื่อความอยู่รอด ซึ่งประเทศไทยในทุกภาคส่วนต่างตื่นตัวรับ AEC เช่นกัน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ถือกันว่าเป็นอาชีพหลักของคนไทย ได้พยายามปรับตัว เพื่อรับการแข่งขันที่นับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

“พันธุ์โคนมไทยในทศวรรษหน้า”

      ด้วยสภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีมากในปัจจุบันและนับวันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นดังนั้นหากกล่าวถึงความคาดหวังเกี่ยวกับ“พันธุ์โคนมไทยในทศวรรษหน้า”แล้วทุกท่านคงปฏิเสธได้ยากถึงการได้มาซึ่งโคนมที่มีคุณลักษณะ เป็นโคที่สามารถให้ผลผลิตและแสดงลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Production efficiency) ดังต่อไปนี้
·         เป็นโคที่สามารถให้ผลผลิตและแสดงลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน (Life Time Production)
·         เป็นโคที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและเลี้ยงดูได้ง่าย (Adaptability)
·        เป็นโคที่มีความสามารถทางพันธุกรรมเกี่ยวกับการให้ผลผลิตและแสดงลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจสูง (Genetic ability)
   เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะการเป็นโคที่สามารถให้ผลผลิตและแสดงลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นช่วยให้การลงทุนต่อหนึ่งหน่วยการผลิตได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าการเป็นโคที่สามารถให้ผลผลิตและแสดงลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานนั้นจะช่วยลดความเสียงและเพิ่มความมั่นใจในการวางแผนการผลิตสำหรับอนาคตการเป็นโคที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและเลี้ยงดูได้ง่ายนั้นจะช่วยให้การจัดการการผลิตสามารถทำได้ง่ายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้นและการเป็นโคที่มีความสามารถทางพันธุกรรมเกี่ยวกับการให้ผลผลิตและแสดงลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจสูงนั้นจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่าโคนมรุ่นต่อไปในระบบการผลิตของตนจะยังคงมีความสามารถในการให้ผลผลิตดีหรือดีกว่าโคนมในรุ่นปัจจุบัน 

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โรคกีบเน่า โรคสัตว์สำคัญในโคนมที่มากับหน้าฝน

             โรคกีบเน่า (Infectious foot rot) เป็นโรคติดต่อสำคัญที่ทำให้โคนม แสดงอาการขาเจ็บ เนื่องจากส่วนต่างๆ ของกีบมีการอักเสบ สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อฟูโซแบคทีเรียม นิโครโฟรัม (Fusobacterium necrophorum) ซึ่งโรคนี้เกิดได้ทุกฤดูแต่จะพบมากในฤดูฝน และมีสาเหตุโน้มนำมาจากการเลี้ยงโคในคอกที่ชื้นแฉะตลอดเวลาหรือคอกที่มีแอ่งโคลนมีก้อนหิน ก้อนกรวดปะปนอยู่ หรือคอกที่มี พื้นแข็งและแห้ง ซึ่งสภาพเช่นนี้จะทำให้กีบมีการบวม มีแผลตามสันกีบและซอกกีบ เชื้อแบคทีเรียจึงผ่านเข้าทางบาดแผล เกิดการอักเสบที่บริเวณกีบได้ โคที่เป็นโรคนี้จะมีน้ำสีดำๆ กลิ่นเหม็น ออกมาจากแผลปะปนในแปลงหญ้า พื้นคอก ทำให้โรคแพร่ระบาดไปยังโคตัวอื่นๆ ได้ โดยโคจะแสดงอาการเจ็บขา เดินกะเผลก สันกีบและซอกกีบบวมแดง มีแผลรูที่มีน้ำสีดำคล้ำไหลออกมากลิ่นเหม็นมาก มักพบในโคทุกอายุ แต่จะพบมากในโคที่มีอายุ แม่โคที่ กำลังให้นม น้ำนมจะลดลงกว่าปกติ สำหรับการตรวจวินิจฉัยนั้น สังเกตได้จากอาการและสภาพแวดล้อมทั่วๆ ไป เช่น พื้นคอก ฤดูกาลดูลักษณะของแผลที่บริเวณกีบและเพาะหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ
            การรักษา ในระยะเริ่มแรกของโรคให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ หรือซัลฟา เช่น เพนิซิลิน 10,000 ยูนิต/น้ำหนักสัตว์ 1 กิโลกรัม หรือ อ๊อกซี่เต็ทตร้าไซคลิน 1 ซี.ซี./น้ำหนักสัตว์ 10 กิโลกรัม หรือซัลฟาไดอะซิน ขนาด 150-200 มิลลิกรัม/น้ำหนักสัตว์ 1 กิโลกรัม ก็จะได้ผลดีแต่ถ้าบริเวณพื้นกีบอ่อนนุ่มมีแผลรู ควรล้างทำความสะอาดกีบ เปิดแผลให้กว้างตัดเอาเนื้อตายออกล้างแผลให้สะอาดอีกครั้งด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แล้วใส่ยาชนิดครีมที่ผสมซัลฟาหรือยาปฏิชีวนะอื่นๆ หรือจะให้สัตว์เดินผ่านบ่อน้ำตื้นๆ ที่มี 5% คอปเปอร์ซัลเฟต หรือ 3% ฟอร์มาลิน ก็ได้ แล้วนำโคไปไว้ในคอกที่พื้นแห้งและสะอาด
การควบคุมและป้องกัน แยกโคที่แสดงอาการขาเจ็บ ออกจากฝูง ทำการรักษากีบที่เน่า ทำความสะอาดพื้นคอกถ้าเป็นคอนกรีต ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อปล่อยทิ้งไว้ให้พื้นคอกแห้ง ถ้าพื้นคอกที่เป็นดินควรเก็บกวาดอุจจาระออกให้หมด อย่าปล่อยให้หมักหมมพยายามทำให้พื้นคอกเรียบ เพื่อป้องกันน้ำขังโดยเฉพาะ ในฤดูฝน และควรสังเกตสุขภาพของโคอย่างสม่ำเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทำไมต้องมีแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดี


     มีเกษตรกรจำนวนมากสนใจที่จะเลี้ยงโคเนื้อและโคนมเนื่องจากมีการเพิ่มพื้นที่การปลูก จึงทำให้ทุ่งหญ้าตามธรรมชาติ ไม่พอเพียงสำหรับการเลี้ยงสัตว์ ฉะนั้น ในการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมเพื่อการค้า เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปลูกแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์
แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดีควรประกอบด้วยหญ้าและถั่วอาหารเลี้ยงสัตว์ เพื่อ :
(ก) ทำให้มีอาหารที่มีคุณภาพดีแก่สัตว์
(ข) ทำให้ดินดีขึ้น
(ค) ป้องกันการพังทลายของดิน
การมีแปลงหญ้าที่ดีจะทำให้ สุขภาพของสัตว์ดีขึ้น สัตว์โตเร็วขึ้น สัตว์ให้ลูกและนมมากขึ้น
              ดินที่ดีขึ้นจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผลผลิตของพืชสูงขึ้น แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์อาจแบ่งเป็น 2 ประเภท
              (ก) ประเถทถาวร มีอายุหลายปี แต่ผลผลิตจะลดลงเมื่ออายุ 4 - 5 ปี จึงควรไถพรวน แล้วปลูกซ่อม แล้วใส่ปุ๋ยหรือไถทิ้งแล้วปลูกใหม่
             (ข) ประเภทหมุนเวียน เป็นแปลงหญ้าที่แนะนำให้ปลูกในที่ดอนที่ดินไม่ดี และเกษตรกรยังนิยมปลูกพืชไร่ โดยปลูกแปลงหญ้า 3 ปี สลับกับพืชไร่

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปัญหาที่พบบ่อยในการรีดนมโค

                                                      ปัญหาที่พบบ่อยในการรีดนม

                 ถ้ารู้ว่าโคตัวใดเป็นโรคเต้านมอักเสบ ต้องทำการรีดหลังโคตัวอื่น ๆ เพื่อป้องกันการกระจายของโรคและ ควรรีดเต้าที่อักเสบทีหลังสุด และให้ระวังการเช็ดล้างเต้านมถ้าโคตัวใด เป็นแผลหรือเป็นฝีที่หัวนม ขณะที่ทำการรีดนมแม่โคอาจแสดงอาการเจ็บปวด อาจทำร้าย คนรีดได้ในกรณีเวลารีดควรแตะต้องแผลให้น้อยที่สุด และควรรีบจัดการรักษาใส่ยาหรือใช้ขี้ผึ้งทา หลังรีดนม เสร็จแล้วควรล้างมือให้สะอาดด้วยถ้ามีโคตัวใดนมรั่ว ซึ่งเกิดจากเต้านมคัด ซึ่งเป็นเพราะกล้ามเนื้อวงแหวนที่รัดรูหัวนมไม่แข็งแรงพอ หรือค่อนข้างเสื่อมสมรรถภาพ กรณีที่ไม่มีแนวทางแก้ไขอาจใช้จุกปิดหรืออุดรูหัวนมหรือใช้วิธีรีดนมให้ถี่ ขึ้น     ก็ได้ถ้าพบว่าแม่โคบางตัว ให้น้ำนมที่มีสีผิดปกติเกิดขึ้นกล่าวคือน้ำนมอาจเป็นสีแดงหรือมีสีเลือดปน ออกมา ซึ่งอาจเป็นเพราะเส้นเลือดฝอยในเต้านมแตก ซึ่งไม่เป็นอันตรายใด ๆ จะค่อย ๆ หายไปเองในไม่ช้า น้ำนม ที่ได้ควรนำไปให้ลูกโคกินไม่ควรบริโภค ถ้าพบว่าแม่โคตัวใดเตะเก่ง ขณะทำการรีดจะต้องใช้เชือกมัดขา ซึ่งควรค่อย ๆ ทำ การฝึกหัดให้เคยชิน โดยไม่ต้องใช้เชือกมัด เพราะวิธีการมัดขารีดนมไม่ใช่เป็นวิธีการที่ดีจะทำให้วัวเคยตัว

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รูปร่างโคนมที่ดี


รูปร่างโคนมที่ดี พิจารณาจากลักษณะหลัก 15 ลักษณะ
1.ความสูง ( Stature ) พิจารณาจากแนวหลัง ( จุดที่ผ่านกระดูกสะโพก ) ถึงพื้นดินขณะโคยืนตรง2.ความแข็งแรง ( Strength ) วัดความกว้างและความลึกของช่วงอก 3. ความลึกของลำตัว ( Body depth ) พิจารณาความยาวที่บริเวณกลางลำตัวจากหลังถึงท้อง4. ลักษณะความเป็นโคนม (Angularity )5. มุมสะโพก ( Rump angle )  6. ความยาวของสะโพก ( Rump length ) 7. ความกว้างสะโพก ( Rump width )8. ลักษณะขาหลังมองด้านข้าง ( Rear leg side view) 9. มุมกีบ (Foot angle )10. 12. ความกว้างของเต้านมหลัง ( Rear udder width ) 12. การเกาะยึดของเต้านมคู่หน้า ( Fore udder attachment ) 13. ความแข็งแรงของเอ็นยึดเต้านมหลัง ( Udder support ) 14. ความลึกของเต้านมหลัง ( Udder depth ) 15. ตำแหน่งหัวนม มองด้านหลัง ( Teat placement rear view )

สะโพกโคนมที่ดี


          

                      ความกว้างสะโพก ( Rump width )   ของโคนมที่ดี


          พิจารณาจากระยะห่างระหว่างปุ่มกระดูกสะโพกซ้ายและขวา โดยปกติจะใช้ความกว้างของกระดูกเชิงกรานเป็นตัวพิจารณา แต่พบว่าความกว้างของกระดูกสะโพกมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับความกว้างของกระดูกเชิงกราน และปุ่มกระดูกสะโพกสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า จึงใช้กระดูกสะโพกพิจารณาแทน ซึ่งให้ผลเหมือนกัน แม่โคที่ดี ควรมีความกว้างของสะโพกหรือความกว้างของกระดูกเชิงกรานมาก ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์กับการคลอด พบว่าแม่โคที่มีเชิงกรานแคบกว่ามักจะคลอดยากเมื่อเทียบกับแม่โคอื่น ๆ ที่ให้ลูกขนาดเดียวกัน